[HB] รถเสีย

posted on 14 Apr 2015 01:37 by adeya in Hummingbird
เอนทรีนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมมินิคอมมู Hummingbird Coffee Shop
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Timeline: เดือน…(คาดว่าไม่ ก.ค. ก็ ส.ค. ล่ะมั้ง)
 
Mentioned: ไอยวริญท์(อัยย์)  ณชนก(อี้)  กล้ารบ(กล้า) 
 
 
 

บ่ายแก่ๆของวันจันทร์สัปดาห์หนึ่ง บรรยากาศภายในร้านกาแฟฮัมมิ่งเบิร์ดสงบเงียบเช่นเคย ลูกค้าที่เข้ามาจนแน่นร้านในช่วงเที่ยง เริ่มบางตาลงจนเหลือเพียงลูกค้าขาประจำกับขาจรเพียงไม่กี่โต๊ะ พนักงานหนุ่มสาวสามสี่คนจึงสบโอกาสนั่งพักคุยกันเบาๆที่เคาเตอร์กาแฟ แต่ถึงอย่างงั้นก็แทบไม่มีใครปริปากพูดอะไรเท่าไหร่นัก ต่างคนต่างมองหน้ากันไปมา บ้างก็หยิบผ้ามาเช็ดแก้ว จาน ช้อน ซ้อม บ้างก็ขัดถูกเคาน์เตอร์ทั้งที่สะอาดอยู่แล้วก็ตาม แต่มีอย่างหนึ่งที่ทุกคนทำเหมือนกันคือพยายามเงี่ยหูฟังเสียงที่ดังแว่วออกมาจากห้องเจ้าของร้าน... 
 
 
 

ประตูไม้โบราณด้านหลังเคาน์เตอร์กาแฟยังคงปิดสนิท แต่รังสีตึงเครียดแผ่กระจายออกมาจากด้านในพร้อมกับเสียงเอ็ดตะโรจากเจ้าของร้าน เงาร่างสูงยืนนิ่ง ศรีษะก้มต่ำสายตาจ้องมองโต๊ะทำงานที่รกไปด้วยเอกสาร จดหมาย ใบปลิวโฆษณาต่างๆ หญิงสาวมัดผมม้าตัวเล็ก ในชุดทำงานกางเกงสีดำ เสื้อแขนสั้นผ้าลินินสีครีม กอดอกนั่งไขวห้างแอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ตะหวัดสายตาคมกริบลอดแว่นตากรอบหนาสีส้มตรงมายังอีกฝ่าย
 
 
 


“พี่ไม่คิดเลยนะว่าเราจะทำตัวเหลวไหลแบบนี้” ณชนกดุเสียงเข้ม “ทิ้งงาน ออกไปพักก่อนเวลาแล้วยังกลับมาเข้างานสายอีกเป็นชั่วโมง!”
 
 
 

คำตำหนิที่อีกฝ่ายสำนึกอยู่แก่ใจ… เขาสมควรได้รับข้อหาตามที่เธอกล่าว... แต่ก็นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้ามาทำงานในร้านกาแฟร้านนี้ที่อริญชย์ได้เห็นณชนกโกรธจริงจังมากขนาดนี้
 
 
 

“ขอโทษครับ” ...น่าเศร้าที่ผู้ก่อเหตุคราวนี้เป็นตัวเขาเอง ยังไงก็ตามเขาคงทำได้แค่ต้องก้มหน้ารับผิด

“เมื่อวานพี่ก็บอกแล้วใช่มั้ยว่าวันนี้ตอนเที่ยงพี่จะพาลูกค้าคนสำคัญมากินอาหารที่ร้าน แล้วทำไมถึงยังกลับมาช้าล่ะ” 
 
“ครับ ...ผมขอโทษครับพี่นก”
 
 
 

ณชนกจ้องหน้าพนักงานหนุ่มที่เอาแต่ก้มหน้ารับผิดโดยไม่ตอบโต้ อธิบายอะไรใดๆทั้งสิ้น แทนที่จะอารมณ์เย็นลง กลับยิ่งโมโหมากขึ้น เมื่อคิดว่าเขาตั้งใจเถลไหลจริงๆ ยิ่งทั้งโกรธและผิดหวังในตัวเขา  
 
 
 

“...ทำแบบนี้ไม่คิดว่าเอาเปรียบน้องๆไปหน่อยเหรอไง ทุกคนต้องเหนื่อยวิ่งวุ่นตลอดเที่ยงยันบ่าย เตรียมร้านต้อนรับแขกกันแทบไม่ทัน แต่เรากลับไปเที่ยวเล่นอยู่ข้างนอก”

 
 
 
คำต่อว่ายิ่งรุนแรงขึ้น แม้ณชนกรู้อยู่แก่ใจว่าอริญชย์เป็นคนที่ทุ่มเทกับงานมาก กระตือรือล้นเรียนรู้งานไว รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองดีมาตลอด ไม่ว่าเธอจะไหว้วานให้ทำอะไรก็ได้ดั่งใจเสมอ และยังเข้ากับเพื่อนร่วมงานทุกคน เคยกระทั่งออกรับผิดแทนน้องๆด้วยซ้ำ ไม่น่าจะทำตัวให้เธอตำหนิได้เลย แต่ด้วยความที่เธอกำลังหงุดหงิดจึงพลั้งปากพูดออกไป... 

 
 
 
ถ้าอย่างงั้นเขาน่าจะมีเหตุผลอะไรสักอย่าง…
 
 


“ไหนเราบอกพี่มาซิว่าเมื่อตอนบ่ายไปไหนมา” ณชนกยกมือขึ้นขยับแว่นและกดปลายนิ้วนวดคลึงขมับช้ายเบาๆ ผ่อนคลายอารมณ์เสียที่กรุ่นมาตั้งแต่ตอนเที่ยง
 
“ผม...มีธุระด่วนครับ เลยรีบออกไปก่อนเวลา แล้วรถเสียเลยกลับมาช้าครับ”
 
“ธุระด่วน?” ณชนกพิงหลังกับพนักเก้าอี้ “เรื่องสำคัญแค่ไหนเนี่ย ทำให้คนรับผิดชอบแบบเรา ถึงกับหนุนหันทิ้งงานออกไปจากร้าน…?”

“.....” ดวงตาสีเข้มเบือนสายตาจากอีกฝ่ายด้วยความลำบากใจ
 
 
 
 
 
ที่จริงแล้วในเหตุการณ์ตอนนั้นยังมีอีกคนหนึ่งที่พัวพันอยู่ด้วย และเขาก็ไม่คิดจะดึงเข้ามาให้เธอโดนเจ้าของร้านตำหนิด้วย และเหตุผลแท้จริงที่ทำให้เขาทำผิดครั้งนี้ก็เพียงเพราะ “เป็นห่วง” เธอคนนั้นนั่นแหละ... 

 
 
 
 
 
 
-------------------------------------------------------------

 
 
 
 
 
 
ย้อนกลับไปก่อนที่เหตุการณ์วันนี้จะเริ่ม อริญชย์เข้ามาทำงานที่ร้านแต่เช้าตามปรกติ เขาต้องตื่นแต่เช้าดูแลไปส่งน้องๆที่โรงเรียนแล้วค่อยกลับมาเตรียมตัวไปทำงานทุกวันอยู่แล้ว จึงไม่มีความลำบากอะไรในการตื่นเช้า เมื่อมาถึงก็จัดข้าวของเตรียมเปิดร้านตอนรับลูกค้า แล้วพนักงานคนอื่นๆก็ค่อยทยอยเข้ามาช่วยตามหน้าที่ ทุกคนต่างฝ่ายต่างทักทายกันและกันอย่างสดชื่น บางวันเขาเคยเห็นคุณเชฟพี่สาวมาดเท่ประจำร้านยืนโขกกะทะทำอาหารเช้าอยู่ในครัวทั้งชุดนอน และคุณบาริสต้าสาวสวยกำลังจัดการผมฟูๆอยู่หลังเคาน์เตอร์ ซึ่งก็เป็นภาพที่ชินตาแล้ว เพราะทั้งสองคนพักอยู่ที่ร้านจึงทำตัวตามสบาย เขาต่างหากที่มาเช้าเกินไป...จนเป็นการรบกวนรึเปล่านะ(?) บางวันเขานึกสนุกก็แอบย่องเข้าไปโผล่ในครัวเงียบๆ ไม่ก็โผล่หน้าไปจะเอ๋ตรงเคาน์เตอร์ให้อีกฝ่ายตกใจเล่น แต่ก็ไม่มีใครโกรธเขาครั้ง แถมบางวันยังได้รับอาหารเช้าพร้อมกับเครื่องดื่มร้อนๆมารับประทานฟรีด้วย
 
 
 
 
 
แต่การมาทำงานแต่เช้าก็มีสิ่งที่เขาชอบอยู่ด้วยอีกหลายอย่าง ...อากาศดีลมเย็นๆ ตอนที่กวาดใบไม้หน้าร้าน บรรยากาศเงียบๆตอนที่จัดข้าวของ โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เขามีสมาธิอยู่กับตัวเองโดยไม่มีใครรบกวน ที่สำคัญมีสิ่งหนึ่งที่อาจยังไม่มีใครทันสังเกตว่าเขามักจะดูแลโต๊ะตัวหนึ่งเป็นพิเศษ มันตั้งอยู่ในมุมหลืบ ถ้าไม่มีใครมาเห็นแต่แรกก็อาจจะคิดว่าไม่มีอะไรผิดไปจากโต๊ะตัวอื่น แต่ดอกไม้ในแจกันโต๊ะตัวนี้จะสวยสดนานกว่าโต๊ะตัวอื่น และพื้นผิวสะอาดอยู่เสมอทั้งที่มีการใช้ทำงานขีดเขียนหลายชนิดจนมีรอยเปื้อนนำยาลบคำผิด ขี้เถ้าดินสอ หมึกสีต่างๆ เศษยางลบ แม้มันจะไม่ได้ดูเป็นสิ่งพิเศษอะไร แต่ก็เป็นความสุขใจเล็กๆน้อยๆกับการทำอะไรให้ใครสักคนโดยไม่ให้เธอรู้ตัว
 
 
 
 
ทว่าดูเหมือนวันนี้ โต๊ะที่นั่งประจำตัวนั้นจะว่างเปล่านานเกินกว่าปรกติ หรือว่าเธอจะเปลี่ยนมาตอนบ่ายแทน ...แต่เมื่อวานเธอฝากจองที่ไว้นี่หน่า ....เอ รึว่าจะไม่สบาย??? 

 
 
 
หน้าเจอโทรศัพท์มือถือไม่มีแจ้งเตือนไลน์ หรือมิสคอล ยิ่งน่าสงสัยมากขึ้น ว่าแล้วก็รีบโทรหาทันที สัญญาณรอสายดังเพียงไม่กี่ครั้ง ปลายสายก็ตอบรับกลับมา

 
 
 
“ฮัลโหล… ฮัลโหล ว่าไงคะโอห์ม” เสียงในโทรศัพท์ดังมากเหมือนตะโกนอยู่กลางถนนที่ไหนสักแห่ง เมื่อปนกับเสียงรถยนต์วิ่งผ่านไปคาดว่าอีกฝ่ายคงไม่ค่อยได้ยินเสียงเขา
 
“ไม่มีอะไรครับ... ผมเห็นคุณอัยย์ยังไม่เข้ามาที่ร้านสักที เลยไม่แน่ใจว่าจะยังให้จองโต๊ะอยู่รึเปล่า”
 
“ตายจริง ขอโทษนะคะ!  ...ฉันลืมบอกคุณว่าวันนี้เด็กที่นัดไว้เค้าไม่สบาย ...แต่ว่าเค้าจะสอบอยู่วันมะรืนนี้แล้ว เลยขอให้ฉันไปสอนที่บ้านแทนน่ะค่ะ”
 
“อ้อ เหรอครับ ไม่เป็นไรครับ” น่าเสียดาย...งั้นวันนี้ก็ไม่ได้เจอกันสินะ แต่ว่า... “คุณอัยย์อยู่ไหนเหรอครับ?เสียงดังมากเลย นั่งในรถไม่น่าเสียงดังขนาดนี้นี่ครับ?”

 
 
 
 
เมื่อเขาถามกลับไปแบบนั้น ปลายสายกลับเงียบไปครู่หนึ่ง อริญชย์ไม่แน่ใจว่าเพราะสัญญาณไม่ดี หรือจะมีอะไรเกิดขึ้นกับไอยวริญท์รึเปล่า เขาขยับโทรศัพท์ให้แนบติดใบหูยิ่งขึ้น
 
 
 
 
“เอ่อ คือว่า...” น้ำเสียงแผ่วเหมือนกำลังกลุ้มใจ “คือว่ารถฉันเสียน่ะค่ะ ไม่รู้เป็นอะไรแค่จอดแวะซื้อของแถวสาทรแปปเดียวก็สตาร์ทไม่ติดอีกเลย” 

 
 
 
นั่นไง...เกิดเรื่องจริงด้วย
 
 
 

“เอ๊ะ รถคุณยังดูใหม่ๆอยู่เลย ไม่น่าเสียง่ายๆนะครับ ตอนที่จอดรถลืมเปิดไฟ เปิดวิทยุทิ้งไว้รึเปล่าครับ?” 
 
“เปล่าค่ะ ฉันตรวจดูดีแล้วทุกอย่างแล้วก่อนลงจากรถนะคะ”
 
“งั้นติดต่อศูนย์หรือใครมาช่วยดูบ้างรึยังครับ?”
 
“ติดต่อศูนย์แล้วค่ะ แต่ตอนนี้ไม่มีช่างอยู่ให้บริการนอกสถานที่ ยังไงเค้าให้ฉันขับไปที่ศูนย์ท่าเดียว ส่วนพี่ชายฉันก็ติดต่อไม่ได้สักคน เพื่อนก็ไม่สะดวกมาดูให้” น้ำเสียงเริ่มหมดหวังมากขึ้น “...พยายามเสิร์จดูแถวนี้ก็ไม่มีปั้มหรืออู่ตรงไหนเลยด้วย ...ตอนนี้ฉันไม่รู้จะทำยังไงเลยค่ะ ต้องรีบไปบ้านลูกศิษย์ด้วยสิ”


 
 
“ส่งแผนที่มาครับเดี๋ยวผมไปดูให้” อริญชย์ตัดสินใจช่วยโดยไม่เสียเวลาคิด

 
 

“เอ๋ จะดีเหรอคะ เหมือนพี่นกจะบอกว่าวันนี้มีแขกมาที่ร้านไม่ใช่เหรอ” 
 
“ไม่เป็นไรครับ ผมว่าคุณน่าจะอยู่ไม่ไกลมากผมน่าจะกลับมาทัน” แต่ในใจกลับคิดไปว่าถึงเธออยู่ไกลกว่านั้นเขาก็จะหาทางไปช่วยเธอแน่นอน
 
“อุ้ย ขอบคุณมากเลยค่ะ!!!” คำตอบรับเสียงใสขึ้นมาทันที เขาพลันนึกถึงสายตาวิ้งค์ๆที่เจ้าตัวมักทำเป็นประจำเวลาอ้อนขออะไรจากใครเสมอๆตามมาด้วย “งั้นเดี๋ยวฉันไลน์ไปให้นะคะ” 
 
“ขอบคุณครับ เดี๋ยวเจอกันนะครับ”

 
 
 
 
อริญชย์ยกนาฬิกาขึ้นดู ขณะนั้นเป็นเวลาเกือบสิบเอ็ดโมงแล้ว อีกชั่วโมงกว่าๆลูกค้าสำคัญกลุ่มใหญ่ที่เจ้าของร้านบอกก็จะมาถึง ถ้าเขาก้าวออกไปจากร้านตอนนี้ เป็นไปได้สูงว่าเขาจะกลับมาไม่ทันต้อนรับลูกค้าทันเวลา แต่เขาก็ตัดสินใจแล้ว....

 
 
 
พนักงานหนุ่มวิ่งออกจากร้านอย่างรวดเร็วเสียจนเกือบชน กล้ารบที่กำลังเดินแบกถุงแป้งเข้ามาในร้าน
 
 
 
"เย้ยยยย... !!!” เด็กหนุ่มผิวเข้มหมุนตัวหลบอย่างว่องไว “คุณพี่โอห์มคร้าบบบบบบบ รีบขนาดนั้นไอ้ทุยบ้านพี่หายเหรอคร้าบบบ!!!” 
 
“เปล่า พี่ไปธุระแล้วจะรีบกลับ” อริญชย์พูดและหันไปหาสิปปภาสที่ยืนอยู่ตรงนั้นพอดี “ฝากร้านด้วยนะพัด กล้า”
 
"แต่เดี๋ยวขุ่นเจ้เขาจะพาแขกมาแล้วนะครับพี่"

 
 
 
 
 
ไม่มีคำตอบอื่นใดจากพนักงงานรุ่นพี่ กล้ารบกับสิปปภาสยืนมองตามงงๆ จนเขาบึ่งรถออกไปจากร้าน



 
 
 
-------------------------------------------------------------
 
 
 
 
 
"ท่าทางจะแบตเตอรี่เสื่อมน่ะครับ” อริญชย์สรุปสาเหตุหลังจากเช็คสภาพรถอย่างถี่ถ้วนแล้ว “เห็นรอยร้าวใกล้ขั้วตรงนี้มั้ยครับ เกลียวครอบแตกนิดหน่อยด้วย…”
 
“เอ๋...” สาวร่างบางละสายตาจากหน้าจอไอโฟน ก้มหน้ามองตามลงไปใต้ฝากระโปรงรถ “แต่ฉันรู้สึกว่าเพิ่งให้พี่ชายไปเปลี่ยนเมื่อไม่กี่เดือนนี้เองนะคะ”
 
“ปกติแบตเตอรี่มีอายุสักประมาณปีกว่าครับ คุณอัยย์ยังเก็บใบรับประกันไว้ในรถมั้ยครับ? ขอผมดูหน่อย”
 
“มีค่ะ น่าจะยังอยู่ในลิ้นชักหน้ารถ” ไอวริญท์เดินไปเปิดประตูรถด้านข้างคนขับ ดึงเอกสารปึกใหญ่ที่ซุกไว้ในลิ้นชักออกมา “ขอเวลาหาแปปนะคะ”

 
 
 
 
เวลาผ่านไปสักพักใหญ่แล้ว แต่ก็ไม่มีวีแววว่าเจ้าตัวจะหาเอกสารเจอ อากาศบริเวณนั้นร้อนอบอ้าว แม้ว่าจะรถจอดอยู่ใต้ร่มไม้ พอให้แสดงแดดผ่านรำไร แต่เพราะไม่มีลมพัดให้คลายร้อนบ้าง แถมกระแสไฟหมุนเวียนในรถยังไม่เพียงพอในการเปิดเครื่องปรับอากาศ หยดเหงื่อเม็ดเล็กซึมออกมาเต็มใบหน้าสาวสวยที่ผัดเครื่องสำอางค์ไว้บางๆพอให้ดูเป็นผู้ใหญ่
 
 
 
 
 
"เอ่อ คุณอัยย์ครับ ผมช่วยหาดีกว่ามั้ยครับ?" อริญชย์ยื่นหน้ามาถามขณะที่ยืนกางร่มให้
 
"ไม่เป็นไรค่ะ รอแปปนึงนะคะ เดี๋ยวก็เจอแล้วค่ะ" ไอวริญท์เผลอยกมือปาดเหงื่อบนหน้าด้วยความเคยตัว
 
"แต่ว่า..." อริญชย์ลังเลพลางเหลือบมองหน้าเธออีกครั้ง 

 
 
 
 
เมื่อตอนที่เขามาถึงเห็นสาวสวยคนหนึ่งสวมชุดกระโปรงสั้นแขนพองลายดอกไม้กระจุ๋มกระจิ๋ม มีแถบผ้าสีส้มพันที่รอบเอวผูกเป็นโบว์ข้างซ้าย รวบผมม้ายาวไว้หลวมๆข้างหนึ่ง สวมแว่นกันแดดและหมวกปีกกว้างไว้บนศรีษะ อยู่ๆหัวใจเต้นรัวไปพักหนึ่ง คงเพราะเธอดูเป็นสาวหวาน ใสๆ เรียบร้อยมากจนดูแปลกตาไปจากที่เขาพบในวันปกติที่ร้าน
 
 
 
 
 
ทว่าตอนนี้… "เอ่อ...หน้าคุณเละหมดแล้วนะครับ"
 
 
 
 
 
"ห้ะ จริงเหรอคะ!!!" ไอยวริญท์รีบเงยหน้าขึ้นส่องกระจกรถ "ตายแล้วๆๆๆ...หน้าเป็นซอมบี้เลย ต้องรีบแต่งใหม่แล้ว  เดี๋ยวลูกศิษย์จำไม่ได้ไม่ให้เข้าบ้าน!!!" 

 
 
 
 
 
อริญชย์แอบขำเบาๆ กับคำพูดของคนตรงหน้าออกอาการสติแตก รีบควานหากระเป๋าเครื่องสำอางค์ ตรงเบาะหลังมีข้าวของวางปะปนกันไปหมด ส่วนใหญ่ก็เป็นถุงกระดาษสีหวานที่พวกสาวๆเอามาใส่ของแทนกระเป๋า ถุงช้อปปิ้งทั้งถุงกระดาษและถุงก๊อบแก๊บ ใส่เสื้อผ้า รองเท้า ผ้าพันคอ แทบจะเป็นตู้เสื้อผ้าเคลื่อนที่ได้อยู่แล้ว กว่าจะล้วงหากของที่ต้องการออกมาได้ก็ทำเอาเหงื่อตกพลั่กกว่าเดิม เมื่อหันกลับมามองสภาพของที่กองสุมพะเนินเป็นภูเขาเลากา แม่คุณก็ยกมือก่ายหน้าผากท